ajarn3yongyut

This WordPress.com site is the bee's knees

โครงงานวิทยาศาสตร์

ไหลแดง

ชื่อท้องถิ่น : ไหลแดง
ชื่ออื่น : กะลำเพาะ เครือไหลน้ำ หางไหลแดง ไหลน้ำ อวดน้ำ และโพตะโกซ่า
ชื่อสามัญ : Tuba root
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Derris sp.
ชื่อวงศ์ : LEGUMINOSAE

ความเป็นมา
มีรายงานว่าชาวจีนเป็นผู้นำโล่ติ๊นมาปลูกเมื่อปี พ.ศ.2470 โดยใช้ส่วนของรากทุบแช่น้ำค้างคืน สังเกตว่าน้ำที่แช่โลติ๊นขุ่นขาวคล้ายน้ำซาวข้าว ก็จะนำไปรดสวนผักเพื่อฆ่าหนอน หรือแมลงที่มากัดกินผัก ซึ่งนับว่าได้ผลดี
ในสมัยต่อมาได้มีผู้วิเคราะห์รากโลติ๊นพบว่ามีสารที่มีลักษณะเป็นเกล็ดสีขาว มีพิษ เรียกชื่อสารพิษนี้ในเวลาต่อมาว่า โรตีโนน (Rotinone)
สารพิษนี้นอกจากจะมีคุณสมบัติในการเบื่อปลาแล้ว ยังพบว่ามีประสิทธิภาพในการฆ่าแมลงอีกด้วย โดยแมลงจะดูดซึมเข้าไปในกระเพาะ หรือใช้ในรูปของสารไล่แมลง เป็นสารอินทรีย์สลายเร็ว ไม่ตกค้างในพืชอาหารและสิงแวดล้อม
ในเมืองไทยพบว่า มีพืชวงศ์เดียวกับโลติ๊นประมาณ 21 ชนิด แต่มีเพียง 2 ชนิดเท่านั้นที่พบว่า มีสารพิษมากและนิยมปลูกเป็นการค้า คือ ชนิดแดง และชนิดขาว ซึ่งพบว่ามีสารพิษอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ย 4-5 เปอร์เซนต์ ในไทยพบชนิดแดงมากกว่าขาว โดยพบมากตามบริเวณแม่น้ำปิง ตั้งแต่อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ จนถึงอำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก ส่วนภาคกลางพบมากแถวปราจีนบุรี ชลบุรี จันทบุรี และท้องที่ใกล้เคียง ในภาคกลางนอกจากจะเรียกว่า หางไหล อาจเรียกชื่อตามท้องถิ่นที่มีพืชนี้ขึ้นว่า อวดน้ำ ไหลน้ำ กะลำเพาะ และโพตะโกซ่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบบริเวณต้นน้ำและเชิงเทือกเขาภูพาน

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ลำต้นโดยทั่วไปมีลักษณะกลม
ใบใบอ่อนและยอดมีขนอ่อนสีน้ำตาลปนแดง เถาหรือลำต้นส่วนที่แก่มีสีน้ำตาลปนแดงเช่นกัน แต่จะเริ่มมีสีเขียวเห็นชัดตรงปล้องที่อยู่ก่อนถึงยอดประมาณ 2-3 ปล้อง ใบแก่มีสีเขียว ในก้านใบหนึ่งๆ จะมีใบตั้งแต่ 5 ถึง13 ใบ โดยใบจะขึ้นเป็นคู่ๆตรงข้ามกัน 2-4 คู่ ใบคู่แรก (นับจากโคนก้านใบ) จะมีขนาดเล็กที่สุด และเริ่มใหญ่ขึ้นเป็นลำดับ ใบสุดท้ายที่อยู่ตรงยอดจะเป็นใบเดี่ยว ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดก้านใบแต่ละก้านจะขึ้นบนลำต้นสลับด้านกัน
ใบมีลักษณะคล้ายรูปไข่ กว้างประมาณ 3.0 – 9.5 ซ.ม. และยาวตั้งแต่ 6.5 – 27.0 ซ.ม. โคนใบเล็กเรียวขึ้นไปและปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ พื้นใบด้านบนสีเขียวลักษณะมัน เส้นแขนงลักษณะคล้ายก้างปลาได้ชัด แต่ไม่ยาวจนชิดขอบใบ ด้านท้องใบมีสีเขียวและเห็นเส้นใบชัดกว่าด้านบน เส้นใบมีลักษณะเขียวปนน้ำตาล
ดอกออกเป็นช่อ มีลักษณะคล้ายดอกแคฝรั่ง ดอกตูมมีสีชมพูอมม่วง เมื่อบานเต็มที่จะเป็นสีชมพูอ่อน และค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีขาว ช่อดอกออกตามลำต้น แต่ละช่อยาวประมาณ 20-25 ซ.ม.
ผลเกิดจากการผสมเกสร มีลักษณะเป็นฝักแบน ฝักอ่อนมีสีเขียวและเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลปนแดงเมื่อฝักแก่ ภายในฝักมีเมล็ด ซึ่งมีลักษณะกลม และแบนเล็กน้อย สีน้ำตาลปนแดงเมื่อฝักแก่จะแยกออกจากกัน ทำให้เมล็ดร่วงลงพื้นดิน
เมื่อมีความชื้นพอเหมาะ เมล็ดก็จะงอกและเจริญเติบโตเป็นลำต้นต่อไปพืชชนิดนี้มีทรงพุ่มหนาทึบ อาจใหญ่หรือเล็กกว่าขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม สามารถปลูกเป็นไม้ร่มหรือไม้ดอกก็ได้

การปลูก

การขยายพันธุ์
ขยายพันธุ์โดยวิธีเพาะเมล็ด
ใช้เถาที่แก่พอประมาณ คือเถาที่มีสีน้ำตาลขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 ซม. ขึ้นไป หรือมีข้อ 3-4 ข้อ ตัดเฉียงเป็นท่อน ๆ ละ 20-30 ซม. ปักชำในถุงพลาสติกที่มีขี้เถาแกลบผสมดิน อัตราส่วน 2:1 ก่อนปักชำจุ่มท่อนพันธุ์ในสารละลายเซราดิค นัมเบอร์2 ปักชำกิ่งทำมุม 45 องศากับผิวดิน ภายใน 3 สัปดาห์ จะมีรากงอกออกมา และมีตุ่มขึ้นตรงข้อ ซึ่งตุ่มนี้จะแตกเป็นต้นอ่อนเจริญเติบโตต่อไป
กิ่งปักชำนี้สามารถย้ายปลูกในแปลงภายใน 6 ถึง 9 สัปดาห์ บางครั้งเกษตรกรอาจปักชำในแปลงเพาะและถอนย้ายไปปลูกในแปลงใหญ่ ซึ่งวิธีนี้รากกระทบกระเทือนตอนย้ายปลูก ทำให้ต้นกล้าตายมาก

ระยะปลูก
1.5 x1.5 เมตร 700 ต้นต่อไร่
การใช้ประโยชน์

การใช้ประโยชน์ทางการเกษตร
สารพิษในโล่ติ้น นอกจากจะมีคุณสมบัติในการเบื่อปลาแล้ว ยังพบว่าเมื่อพ่นบนตัวแมลง สารพิษจะถูกดูดซึมเข้าไปในกระเพาะ ทำให้แมลงตายได้ หรือใช้ในรูปของสารไล่แมลง การใช้สารพิษอาจใช้ในรูปของสารละลายหรือในรูปผง ถ้าใช้ในรูปผงจะมีประสิทธิภาพใน การฆ่าหมัด เห็บ ไรไก่ ปลวก แมลงวัน เรือด เพลี้ยอ่อนบางชนิด หนอนเจาะผัก มวนปีก แก้ว ด้วงเต่าแตง ด้วงหมัดผัก เพลี้ยจั๊กจั่นมะม่วงหนอนเจาะกะหล่ำปลี และศัตรูพืชผักต่าง ๆ เป็นต้น
สารพิษในโล่ติ้นสามารถใช้พ่นโดยตรงบนต้นอ่อนและใบอ่อนของพืช โดยไม่เกิดอันตรายกับพืชเพราะสารนี้เป็นสารอินทรีย์ที่ได้จากพืช สลายตัวเร็ว ไม่มีผลตกค้างในพืชอาหารและสิ่งแวดล้อม
เนื่องจากโล่ติ๊นเป็นพืชตระกูลถั่ว สามารถปลูกเพื่อไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสดบำรุงดินแล้วยังใช้ ปลูกเป็นพืชคลุมดิน เพื่อป้องกันการสูญเสียความชื้นจากดิน และป้องกันการชะล้างของดินได้อีกด้วย

วิธีใช้ทางการเกษตร
ใช้รากที่ทุบแล้ว 1 กิโลกรัมต่อน้ำ 1 ปีบ แช่ไว้ 2 วัน สังเกตว่าน้ำที่แช่โล่ติ๊นขุ่นขาว คล้ายน้ำซาวข้าว กรองเอาแต่น้ำ นำไปฉีดแปลงพืชผลในช่วงที่มีแดดอ่อน เพื่อฆ่าหนอนและแมลงชนิดต่าง ๆ นอกจากนั้นยังใช้ฆ่าเหา เรือด และเบื่อปลา กุ้ง หอย ปู เพื่อเตรียมสระเลี้ยงสัตว์น้ำ วัยอ่อนเป็นอย่างดี

ประโยชน์ทางยา
ในสมัยโบราณแพทย์ตามชนบทได้ใช้เถาโล่ติ๊นผสมกับยาอื่นๆเพื่อปรุงเป็นยาขับ ระดูสตรี แก้ระดูเป็นลิ่มหรือก้อน นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า แพทย์โบราณทางจังหวัดสุโขทัยใช้เถาโล่ติ๊นตากแห้ง และหั่นเป็นชิ้นเล็กๆสำหรับดองสุรารับประทาน เพื่อใช้เป็นยาขับลมและบำรุงโลหิตยาถ่ายเส้นเอ็น ถ่ายลมและถ่ายเสมหะอีกด้วย แต่การใช้พืชสมุนไพรทุกชนิดอาจมีผลข้างเคียง ฉะนั้นเพื่อความปลอดภัยก่อนใช้ยาควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้ง

http://it.doa.go.th/vichakan/news.php?newsid=24

โครงงานไหลแดง

รื่อง การศึกษาประสิทธิภาพของสารสกัดจากไหลแดงต่อการกำจัดปลวก

โดย นายพิฑูรย์  เบญจมาศ/นายธนรัชต์  ชีพเป็นสุข/นายสุริยน  แสนโสม/น.ส.มะลิวรรณ  ดีพร้อม

นักเรียนโรงเรียนผาน้ำทิพย์วิทยา  สพท.รอ.3

ที่ปรึกษา  : ครูวิไลภรณ์

บทคัดย่อ

 

โครงงานนี้เป็นการศึกษาประสิทธิภาพของสารสกัดจากไหลแดงที่มีผลต่อการตายของปลวกโดยใช้ตัวทำละลาย  2  ชนิด  คือ เมทานอลและน้ำ  ทำการสกัดสารเรติโนนที่มีในไหลแดงโดยไม่แยกสารเรติโนน  นำสารกัดที่ได้ซึ่งมีส่วนประกอบของตัวทำละลายและเรติโนนไปทดสอบประสิทธิภาพการกำจัดปลวก  2  ลักษณะ คือ   (1) ลักษณะสัมผัสตาย   และ  (2)  ลักษณะสัมผัสและกินตาย  แล้วเปรียบเทียบผลการออกฤทธิ์ของสารที่สกัดได้ต่อการตายของปลวกกลุ่มตัวอย่าง  จำนวน  2  กลุ่ม  กลุ่มละ  25  ตัว  แบ่งตามชนิดของตัวทำละลาย   เมื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของสารสกัดจากไหลแดง พบว่าประสิทธิภาพของสารสกัดจากไหลแดง ที่ใช้เมทานอลเป็นตัวทำละลาย  สามารถกำจัดปลวกได้ดีกว่า    สารสกัดจากไหลแดง ที่ใช้น้ำเป็นตัวทำละลาย  โดยที่การออกฤทธิ์ของสารสกัดจากไหลแดงที่ใช้เมทานอลเป็นตัวทำละลาย สามารถกำจัดปลวกได้  100  เปอร์เซ็นต์  ภายในเวลา 1-5  นาที  ส่วนการออกฤทธิ์ของสารสกัดจากไหลแดงที่ใช้น้ำเป็นตัวทำละลาย สามารถกำจัดปลวกได้  100  เปอร์เซ็นต์  ภายในเวลา    7-10   นาที  และ  ประสิทธิภาพของสารสกัดจากไหลแดง ที่ใช้เมทานอลเป็นตัวทำละลาย  สามารถกำจัดปลวกได้ดีกว่า    สารสกัดจากไหลแดง ที่ใช้น้ำเป็นตัวทำละลาย  โดยที่การออกฤทธิ์ของสารสกัดจากไหลแดงที่ใช้เมทานอลเป็นตัวทำละลาย สามารถกำจัดปลวกได้  100  เปอร์เซ็นต์  ภายในเวลา 9-16 นาที  ส่วนการออกฤทธิ์ของสารสกัดจากไหลแดงที่ใช้น้ำเป็นตัวทำละลาย สามารถกำจัดปลวกได้  100  เปอร์เซ็นต์  ภายในเวลา      28-47  นาที  แสดงให้เห็นว่า ผลต่อการกำจัดปลวกของสารสกัดจากไหลแดงมีประเมินประสิทธิภาพของสารออกฤทธิ์ในลักษณะสัมผัสตาย  ออกฤทธิ์ เร็วกว่า ลักษณะสัมผัสและกินตาย   จากการศึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์ เกี่ยวกับประสิทธิภาพของสารสกัดจากไหลแดงในการกำจัดปลวก พบว่าสารสกัดจากไหลแดงสารมารถกำจัดปลวกได้

 http://kruwilaiporn.multiply.com/journal/item/4/4

หนอนตายอยาก ว่านยามากสรรพคุณ

เรื่องหนอนตายอยากผมทราบ สรรพคุณมานาน และเคยใช้ประกอบยาในผู้ป่วยโรคเอดส์และมะเร็งมาแล้ว ได้ผลเป็นที่น่าพึงพอใจอยู่เหมือนกัน เพราะหนอนตายอยากนี้ได้รับการวิจัยจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์มาแล้วว่ามี ฤทธิ์ต้านเอดส์และมะเร็งได้ดี และการใช้สมุนไพรเดี่ยวนั้นเคยแนะนำผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ต้นคอเอา ไปต้มกินและตำพอก ได้ข่าวจากคนที่นำมาพบบอกว่าหายดีแล้ว

เมื่อต้นเดือน พฤษภาคม 2545 ผู้เขียนท่องเที่ยวอยู่โคราช ได้ไปกราบหลวงปู่สุคนธ์ วัดป่าอิสสริการาม ขามทะเลสอ เมื่อสนทนากันเรื่องสมุนไพรซึ่งท่านสนใจเป็นพิเศษ ท่านบอกกับผู้เขียนว่ามีคนป่วยมะเร็งลำไส้อาการโคม่ารายหนึ่งเอาหนอนตายอยาก มาต้มกินประจำก็หายจากมะเร็งลำไส้ แต่ถึงแม้ผู้เขียนจะรู้สรรพคุณมานานแล้วก็ไม่มีเวลาที่จะหาต้นยานี้อย่าง จริงจังสักที ไปซื้อจากร้านขายสมุนไพรก็ได้สมุนไพรเป็นหัวแห้ง ๆ เต็มไปด้วยหินดินทราย จะนำมาล้างตากอีกทีก็ค่อนข้างยาก จึงทำให้การประกอบยาเป็นไปด้วยอุปสรรค เพราะสมุนไพรหลายตัวที่ซื้อมาล้วนมีปัญหาดินทรายปะปนมา การทำความสะอาดตอนแห้งไม่ง่ายเหมือนสมุนไพรสด ยาบางขนานจึงขาดตลาดไปนาน ไม่กล้าที่จะทำขึ้นมาอีก จนไปอยู่เชียงรายจึงพบดงหนอนตายอยากทั้งชนิดหัวและชนิดที่เรียกว่าขอบชะนาง แดงและขาวซึ่งเขาก็เรียกหนอนตายอยากเหมือนกัน มีสรรพคุณเป็นยารสเบื่อเมา แก้น้ำเลือดน้ำเหลืองและฆ่าเชื้อเช่นเดียวกัน ไปพบคนรู้จักกัน เขาว่าหมอพื้นบ้านที่เพชรบูรณ์คนหนึ่งใช้หนอนตายอยาก(ขอบชะนาง)ผสมยารักษา โรคเอดส์และมะเร็ง รักษาหายมาก และเขาพยายามปกปิดเป็นความลับอย่างที่สุด พี่คนนี้ไปหามาปลูกไว้ หมอมาพบเข้าบอกว่าปลูกไว้ในบ้านเป็นเสนียดจัญไรไม่ ดีเลย ให้ถอนทิ้งเสีย คนไม่รู้นี่ พอฟังดังนั้นก็กลัวตามหมอว่าจึงถอนทิ้งเสียหมด แถมไปเห็นคนอื่นปลูกไว้ก็ไปบอกคนอื่นถอนทิ้งอีกเหมือนกัน กว่าจะรู้ว่าถูกหมอหลอกเพราะกลัวเอาไปทำยาแข่งก็ผ่านมานาน และมาบ่นเสียใจอยู่ นี่เป็นเรื่องของมงคลตื่นข่าว เขาว่าอย่างไรก็ว่าตามกันไปโดยลืมนึกถึงเหตุผลที่แท้จริง

เมื่อสงกรานต์ปี 2545 ไปท่องแดนธรรมที่อีสานก็ไปแวะดูตลาดสมุนไพรลาวที่ท่าอุเทน นครพนม ก็พบเห็นสมุนไพรหลากหลายชนิด ราคาก็ไม่แพง จึงได้แหล่งสมุนไพรแห่งใหม่ ต่อไปคิดจะหาสมุนไพรสดทำยาก็หาได้ที่นี่ ท่านผู้อ่านไปเที่ยวแถวนครพนมก็ลองแวะไปดูทุกวันจันทร์และพฤหัส ตั้งแต่เช้ายันเที่ยง มีของทั้งฝั่งลาวและไทยขายกันเยอะ ใครรู้จักสมุนไพร หรือแสวงหาสมุนไพรแปลก ๆ ที่นั่นน่าจะพอหาได้ หรือสั่งให้เขาหาให้ได้ เพราะราคาย่อมเยาจริง ๆ ไปพบคนไทยคนหนึ่งแถวศรีสงคราม แกพูดถึงเปลือกไม้หายากชนิดหนึ่งว่านำมารักษาโรคมะเร็งหายทุกคนในเวลาไม่ เกิน 2 เดือน แม้อาการจะหนักอย่างไรก็ตาม เมื่อไต่ถามลักษณะเขาก็บอกให้ทราบ แต่บอกว่าหายากมาก ต้องไปหาในป่าลึกแถวเพชรบูรณ์ ถามราคาเขาบอกว่าเขาตั้งราคาไว้กิโลละ 1 ล้านบาท ผมฟังแทบช็อก เขาบอกว่ามีคนเคยมาขอซื้อกิโลละ 3 แสน ผมก็มานึกว่าทำไมคนเราบางคนนี่มันแสนจะเว่อร์สุดกู่ ต่อมาผมท่องไปท่องมาไปพบเขาขายเปือกไม้ชนิดนี้ราคามัดละไม่กี่บาทเอง ก็ยังไม่ทราบจะมีสรรพคุณอย่างเขาว่าจริงหรือไม่ ถ้าใช้ได้จริงก็จะมีส่วนช่วยผู้ป่วยโรคมะเร็งได้อีก หาไปเรื่อยแหละครับจนกว่าจะได้ของดีมาช่วยผู้คน

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2545 ไปเที่ยวงานแพทย์แผนไทยที่กระทรวงสารธารณสุข เห็นเขาเอาหนอนตายอยากมาวางขายกันเยอะ ทั้งชนิดหัวเล็ก ที่ภาษาสมุนไพรเรียกว่า “กะเพียดหนู” และชนิดหัวใหญ่ ภาษาสมุนไพรเรียก “กะเพียดช้าง”ถามราคาหัวดิบ ขายกันที่กิโลกรัมละ 70-80 บาท ก็ไม่ถือว่าแพง เพราะเป็นของมีคุณภาพสูงและหายาก มันมีในป่าบางพื้นที่เท่านั้น ผู้เขียนเที่ยวป่าไหนก็สอดตาหาดูต้นไม้ทุกประเภทเผ่าพันธุ์ ไม่ค่อยพบหนอนตายอยากหรอกครับ หายากยิ่งกว่ากวาวเครือขาวเสียอีก อย่างที่ตลาดท่าอุเทนก็ไม่มี ยิ่งกวาวเครือขาวทางโน้นหายาก คนฝั่งลาวไปเอาหัวว่านกิมเจ็งมาวางขาย บอกว่าหัวกวาวเครือขาว ถามราคาดูเขาว่ากิโลกรัมละ 30 บาท (หัวดิบ) คนไม่รู้เอาไปทำยากินก็จะไม่พบสรรพคุณของกวาวเครือขาวเลย เรื่องของคนขายสมุนไพรนี่ก็เชื่อไม่ค่อยได้หรอกครับ เราต้องรู้จักสมุนไพรจริง ๆ จึงจะได้ของจริงของแท้ ไปซื้อตามคนขายบอกไม่ได้หรอก เพราะทำตาม ๆ กัน ถ้าผิดก็ผิดตาม ๆ กัน เพราะชาวบ้านเขาไม่รู้จริงนั่นเอง อย่างเช่นว่านขันหมาก เคยได้ข่าวว่าคนขายสมุนไพรที่เชียงใหม่นำไปขายกรุงเทพ ฯ ต้นละ 20 บาท จึงตามไปดูที่เชียงใหม่ ไปถามแกว่าต้นไหนคือว่านขันหมากที่คุณส่งไปขายกรุงเทพ ฯ เขาก็พาไปชี้ดูว่านค้างคาว หรืออีกชื่อเรียกว่า “เนระพูสีไทย” เห็นไหมครับ ไม่ใช่ว่าคนขายสมุนไพรจะรู้ต้นไม้ทุกต้น บางครั้งเขาก็ทำไปตามกระแส ผมเขียนเรื่องกวาวเครือ พอกวาวเครือดังคนก็พากันขายกวาวเครือ ตอนนี้มาเขียนเรื่องว่านขันหมาก คนก็พากันหาว่านขันหมากมาขาย แต่จะเป็นขันหมากจริงหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แม้ตัวผมเองก็ใช่ว่าจะรู้ทุกอย่าง พวกว่านตระกูลเง่าเช่น ว่านนางคำ ว่านเอ็นเหลือง ว่านมหาเมฆ และอีกมากมายก่ายกอง ผมไม่มีความชำนาญเช่นพวกขายต้นว่าน ใบและต้นมันคล้ายกัน หัวก็คล้ายกัน เขาแยกออก แต่ผมแยกไม่ออก ก็ต้องไปซื้อของเขามาปลูกแล้วศึกษา แล้วปักป้ายแยกไว้เป็นชนิด ๆ ตอนนี้ปลูกไว้หลายชนิด ค่อย ๆ ซื้อที่ดินเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จะสร้างสวนสมุนไพรในฝันเอาไว้ให้คนได้ศึกษาเรียนรู้กัน อีกหน่อยคนแพร่ต้องมาเรียนรู้สมุนไพรที่สวนสมุนไพรหมอเมือง

ทีนี้มากล่าวถึงหนอนตายอยากทางวิชาการกันเสียที ในหนังสือไม้เทศเมืองไทยของหมอเสงี่ยม พงษ์บุญรอด ว่า

กะเพียด หรือหนอนตายอยาก Stemona Callinsae

เป็นไม้เลื้อยตามพื้นดิน หรือพาดพันตามต้นไม้อื่น ใบโต ปลายใบเรียวแหลมคล้ายใบพลู เส้นลายในใบถี่ละเอียด ต้นเป็นเถาคล้ายพลูมาก มีฝักเล็ก ปลายฝักแหลม กว้างราว 1 ซม. มีดอกเล็ก ๆ เป็นกลีบ ๆ คล้ายดอกจำปา ดอกสีแดงชนิดหนึ่ง สีขาวชนิดหนึ่ง เป็นไม้ล้มลุก เจริญในฤดูฝน สิ้นฤดูฝนก็เหี่ยวแห้งไป ถึงฤดูฝนก็งอกงามขึ้นมาอีก (เพราะมีหัวอยู่ใต้ดิน) ชอบขึ้นตามป่าบนเชิงเขา มีมากบนเขาเขียว จังหวัดชลบุรี(สมัยก่อน) และในภาคตะวันออกทั้งหมด ภาคเหนือและภาคกลางก็พอหาได้

ประโยชน์ทางยา รากกะเพียดหรือหนอนตายอยากนี้มีอัลกาลอยด์ชื่อ Stemonine ใช้รากทุบให้ละเอียดผสมน้ำฟอกล้างผมฆ่าทำลายเหาหิด โขลกพอกปิดปากแผลสัตว์เลี้ยงที่เลียไม่ถึงฆ่าหนอนในแผลให้ตายสิ้น ใช้ผสมน้ำฉีดทำลายหนอนที่มารบกวนพืชให้ตายสิ้นเช่นเดียวกับรากโล่ติ้นของจีน

แพทย์พื้นบ้านต้มรากรับ ประทาน และต้มกับยารมหัวริดสีดวงทวาร ทำให้หัวริดสีดวงแห้งฝ่อหายได้ ทุบรากสดใส่ไหปลาร้าทำให้หนอนตายสิ้น ชื่อที่เรียกกัน หนอนตายอยาก กะเพียดหนู โป่งมดง่าม และอีกชนิดหนึ่งคือ กะเพียดช้าง มีลักษณะเหมือนกะเพียดหนูทุกอย่าง ที่ผิดกันคือใบใหญ่และเส้นใบหยาบกว่า เถาโตกว่า หัว ดอก ฝัก ใหญ่ยาวกว่าทุกส่วน ชนิดนี้มีมากทางสระบุรี ภาคตะวันออกมีบ้างประปราย ทางลพบุรีและสระบุรีเอามาขายในงานพระพุทธบาทกับพวกว่านต่าง ๆ รากใช้แช่น้ำปูนขาวหรือขยำน้ำเกลือแล้วเชื่อมเป็นแช่อิ่มรับประทานได้ นอกจากนั้นใช้ในการบำบัดโรคผิวหนังและริดสีดวงเช่นเดียวกับกะเพียดหนู ชื่อที่เรียกกัน หนอนตายอยากใหญ่ กะเพียดช้าง”

ตามประสบการณ์ของผู้เขียน พบว่ากะเพียดเล็กมี 2 ชนิดคือชนิดรากสั้นอวบ และรากเล็กยาว ส่วนใบและเถาเหมือนกัน สรรพคุณก็คงเหมือนกัน ในป่าบางพื้นที่พบชนิดรากเล็กยาวแห้ง คล้ายรากมะพร้าวซอนไซไปไกลพอสมควร ดูแล้วแห้งจนไม่น่าเอามาทำยา คือไม่สวยเอาเสียเลย ดูท่าจะล้างทำความสะอาดลำบาก ชนิดสั้นอวบนั้นน่าขุดน่าปลูกเหมือนกะเพียดช้าง แต่ข้อแตกต่างระหว่างกะเพียดหนูและช้างนั้น กะเพียดช้างได้ผลผลิตมากกว่า น่าปลูกเป็นไม้ประดับด้วย เพราะให้เถาและใบที่สวยงามมีเสน่ห์น่าชมไม่น้อยทีเดียว ถ้าปลูกลงกระถางต้องใช้กระถางใบโตจึงให้หัวที่สวยงาม ชนิดเล็กหาได้ง่ายกว่าชนิดใหญ่ เดี๋ยวนี้หมอเมืองพบแหล่งหัวหนอนตายอยากเป็นดงขนาดใหญ่ในเมืองแพร่ ปลูกไว้ก็มี นำมาหั่นตากแห้งบดผงบรรจุแคปซูลก็มี เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ป่วยนั่นแหละครับ ส่วนสรรพคุณที่ทดลองได้ผลดีคือ รักษามะเร็งลำไส้ แผลเรื้อรังในลำไส้ ริดสีดวงทวาร พอกรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลือง

การใช้รักษามะเร็งและเอดส์นั้นใช้เป็น สมุนไพรเดี่ยวค่อนข้างจะสะดวก เพราะเขามีฤทธิ์เดชในตัวเอง คนเคยใช้ได้ผลก็มีหลายคน จึงไม่จำเป็นต้องเข้าประกอบกับสมุนไพรอื่นอีก วิธีใช้กิน 3 เวลา ก่อนอาหาร ครั้งละ 3 แคปซูลก็เพียงพอแล้ว ใครสนใจอยากได้ก็ติดต่อได้ครับ

http://www.sanyasi.org/index.php?lay=show&ac=article&Id=528199&Ntype=4&gclid=CNaj99PDnbECFUR76woduB7zfQ

หนอนตายหยาก
ชื่อสมุนไพร หนอนตายหยาก
ชื่ออื่นๆ ปงช้าง กะเพียดช้าง
ชื่อวิทยาศาสตร์ Stemona collinsae Craib.
ชื่อพ้อง
ชื่อวงศ์ Stemonaceae

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
พืชล้มลุกอายุหลายปี ลำต้น ตั้งตรง สูง 20-40 เซนติเมตร แตกกิ่งก้านจำนวนมาก ราก  แบบรากกลุ่มอยู่กันเป็นพวง คล้ายนิ้วมือ สีเหลืองอ่อน อวบน้ำ มีรากใต้ดินจำนวนมาก รากยาวได้ถึง 10-30 เซนติเมตร ใบ เดี่ยว เรียงแบบสลับ รูปหัวใจ ยาว 9-15 เซนติเมตร กว้าง 6-10 เซนติเมตรปลายใบแหลม โคนใบ รูปหัวใจ ขอบใบเรียบ ผิวใบ เกลี้ยงทั้งด้านบนและล่าง เส้นใบมี 10-15 เส้น ขนานกัน ระหว่างเส้นแขนงใบมีเส้นใบย่อยมาตัดขวาง ก้านใบ ยาว 5-9 เซนติเมตร ส่วนโคนพองเป็นกระเปาะ ดอกช่อ ออกที่ซอกใบ ใบประดับ รูปขอบขนาน ปลายมน ยาว 1.1-1.2 เซนติเมตร กว้าง 0.25-0.3 เซนติเมตร ก้านดอกย่อย ยาว 2-3 เซนติเมตร กลีบรวม มี 4 กลีบ สีเหลืองแกมชมพู ขนาดไม่เท่ากันเรียง 2 ชั้น ชั้นนอกมี 2 อัน รูปขอบขนาน ปลายแหลม  ยาว 1.9-2 เซนติเมตร กว้าง 0.4-0.5 เซนติเมตร มีเส้นแขนง 9-11 เส้น ชั้นในมี 2 อัน รูปไข่ ปลายแหลม ยาว 1.8-1.9 เซนติเมตร กว้าง 0.6-0.7 ซม. มีเส้นแขนง 13-15 เส้น  เกสรเพศผู้ มี 4 อัน ขนาดเท่ากัน รูปขอบขนาน ปลายแหลม โคนรูปหัวใจ ขอบเรียบ ยาว 1.5-1.6 เซนติเมตร กว้าง 0.2-0.3 เซนติเมตร เกสรเพศเมีย มีรังไข่เหนือวงกลีบ  รูปไข่ ยาว 0.3-0.4 เซนติเมตร ปลายเกสรเพศเมีย ขนาดเล็ก ผลค่อนข้างแข็งสีน้ำตาลขนาดเล็ก พบตามป่าดิบแล้ง เมื่อถึงฤดูแล้ง ต้นเหนือดินจะโทรมหมด เหลือแต่รากใต้ดิน เมื่อเข้าสู่ฤดูฝนใหม่ ใบจึงจะงอกออกมาพร้อมทั้งออกดอก รากมีพิษ รับประทานเข้าไปทำให้มึนเมา ถึงตายได้

ลักษณะวิสัย

ใบ

ลำต้น  และ  ราก

ราก

ภาพแสดงตัวอย่างพรรณไม้

Herbarium specimen number : UBUPH00113  at  Herbarium of Ubonratchathanee University, Ubonratchathanee, Thailand
สรรพคุณ 
ยาสมุนไพรพื้นบ้านจังหวัดอุบลราชธานี  ใช้ ราก ต้มน้ำดื่ม ถ่ายพยาธิตัวจี๊ด นำรากผสมกับหญ้าหวายนาและชะอม ต้มน้ำดื่ม ถ่ายพยาธิตัวจี๊ด คั้นน้ำพอก แก้หิดเหา
ตำรายาไทย  ใช้ ราก รสเมาเบื่อ ปรุงยารับประทาน แก้โรคผิวหนังผื่นคันน้ำเหลืองเสีย รมหัวริดสีดวงให้ฝ่อแห้งไป พอกทาแก้โรคผิวหนัง ฆ่าหิดเหา ฆ่าเชื้อพยาธิภายใน มะเร็งตับ ตำผสมน้ำฆ่าแมลง หนอนศัตรูพืช ทุบละเอียดแช่น้ำฟอกล้างผม ฆ่าเหา พอกแผลต่างๆ ฆ่าหนอน ใส่ปากไหปลาร้าฆ่าหนอน และใช้ทำลายหิดได้ นำรากมาโขลกบีบเอาน้ำหยอดแผลวัวควายซึ่งมีหนอนไช หนอนจะตายหมด

องค์ประกอบทางเคมี  
รากพบแอลคาลอยด์ stemonine, tuberostemonine, stemonidine, isostemonidine สารอื่นที่พบ เช่น rotenoid compound, stemonacetal, stemonal, stemonone

กลุ่มยาแก้ไข้ ลดความร้อน

สะเดา (สะเดาไทย)

ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Azadirachta indica A. Juss. var. siamensis  Valeton
ชื่อสามัญ : Siamese neem tree, Nim , Margosa, Quinine
วงศ์ :   Meliaceae
ชื่ออื่น :  สะเลียม (ภาคเหนือ)  กะเดา (ภาคใต้)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ต้น สูง 5-10 เมตร เปลือกต้นแตกเป็นร่องลึกตามยาว ยอดอ่อนสีน้ำตาลแดง ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงสลับรูปใบหอก กว้าง 3-4 ซม. ยาว 4-8 ซม. โคนใบมนไม่เท่ากัน ขอบใบจักเป็นฟันเลื่อย แผ่นใบเรียบ สีเขียวเป็นมัน ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่งขณะแตกใบอ่อน ดอกสีขาวนวล กลีบเลี้ยงมี 5 แฉก โคนติดกัน กลีบดอกโคนติดกัน ปลายแยกเป็น 5 แฉก ผล รูปทรงรี ขนาด 0.8 – 1 ซม. ผิวเรียบ ผลอ่อนสีเขียว สุกเป็นสีเหลืองส้ม เมล็ดเดี่ยว รูปรี 
ส่วนที่ใช้ :
ดอกช่อดอก  ขนอ่อน ยอด เปลือก ก้านใบ กระพี้ ยาง แก่น ราก ใบ ผล ต้น เปลือกราก น้ำมันจากเมล็ด

สรรพคุณ :

  • ดอก ยอดอ่อน  -  แก้พิษโลหิต กำเดา แก้ริดสีดวงในลำคอ คันดุจมีตัวไต่อยู่ บำรุงธาตุ ขับลม ใช้เป็นอาหารผักได้ดี
  • ขนอ่อน – ถ่ายพยาธิ แก้ริดสีดวง แก้ปัสสาวะพิการ
  • เปลือกต้น – แก้ไข้ เจริญอาหาร แก้ท้องเดิน บิดมูกเลือด
  • ก้านใบ – แก้ไข้ ทำยารักษาไข้มาลาเรีย
  • กระพี้ – แก้ถุงน้ำดีอักเสบ
  • ยาง – ดับพิษร้อน
  • แก่น – แก้อาเจียน ขับเสมหะ
  • ราก – แก้โรคผิวหนัง แก้เสมหะ ซึ่งเกาะแน่นอยู่ในทรวงอก
  • ใบ,ผล – ใช้เป็นยาฆ่าแมลง บำรุงธาตุ
  • ผล มีสารรสขม – ใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ และยาระบาย แก้โรคหัวใจเดินผิดปกติ
  • เปลือกราก – เป็นยาฝาดสมาน แก้ไข้ ทำให้อาเจียน แก้โรคผิวหนัง
  • น้ำมันจากเมล็ด – ใช้รักษาโรคผิวหนัง และยาฆ่าแมลง

วิธีและปริมาณที่ใช้ :

  • เป็นยาขมเจริญอาหาร
    ช่อดอกไม่จำกัด ลวกน้ำร้อน จิ้มน้ำปลาหวาน หรือน้ำพริก หรือใช้เปลือกสด ประมาณ 1 ฝ่ามือ ต้มน้ำ 2 ถ้วยแก้ว รับประทานครั้งละ 1/2 ถ้วยแก้ว
  • ใช้เป็นยาฆ่าแมลง
    สะเดาให้สารสกัดชื่อ Azadirachin ใช้ฆ่าแมลงโดยสูตร สะเดาสด 4 กิโลกรัม ข่าแก่ 4 กิโลกรัม  ตะไคร้หอม 4 กิโลกรัม นำแต่ละอย่างมาบดหรือตำให้ละเอียด หมักกับน้ำ 20 ลิตร 1 คืน น้ำน้ำยาที่กรองได้มา 1 ลิตร ผสมน้ำ 200 ลิตร ใช้ฉีดฆ่าแมลงในสวนผลไม้ และสวนผักได้ดี โดยไม่มีพิษและอันตราย

สารเคมี :
 ผล   มีสารขมชื่อ bakayanin
ช่อดอก  มีสารพวกไกลโคไซด์ ชื่อ nimbasterin 0.005% และน้ำมันหอมระเหยที่มีรสเผ็ดจัดอยู่ 0.5%  นอกนั้นพบ  nimbecetin, nimbesterol, กรดไขมัน และสารที่มีรสขม
เมล็ด  มีน้ำมันขมชื่อ margosic acid 45% หรือบางที่เรียก Nim Oil และสารขมชื่อ nimbin, nimbidin
Nim Oil  มี nimbidin  เป็นส่วนมากและเป็นตัวออกฤทธิ์มีกำมะถันอยู่ด้วย

 http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_09_15.htm

กากน้ำตาล (Molasse)

คุณสมบัติ
เป็นของเหลวสีดำที่เหนียวข้น ซึ่งไม่สามารถจะตกผลึกน้ำตาลได้อีก  เป็นเนื้อของสิ่งที่ไม่ใช่น้ำตาลที่ละลายปนอยู่ในน้ำอ้อย ซึ่งประกอบไปด้วยน้ำตาลซูโครส น้ำตาลอินเวอร์ท (invert sugar) และ สารเคมี เช่น ปูนขาว ซึ่งใช้ในการตกตะกอนให้น้ำอ้อยใส ส่วนประกอบของกากน้ำตาลจะปรวนแปรไม่แน่นอน แล้วแต่ว่าได้มาจากอ้อยพันธุ์ไหนและผ่านกรรมวิธีอย่างไร แต่มักจะหนีไม่พ้นน้ำตาลซูโครส น้ำตาลอินเวอร์ทกับน้ำ ปัจจุบัน นี้ โรงงานน้ำตาลทันสมัย มีความสามารถในการสกัดน้ำตาลออกจากกากน้ำตาลได้มากขึ้นแต่ก็ไม่หมดเสียที เดียว เพราะถ้าสกัดให้ออกหมดจริงจะสิ้นค่าใช้จ่ายสูง ดังนั้นจึงมีน้ำตาลซูโครสบางส่วนที่สูญเสียไปกับกากน้ำตาล ซึ่งมักจะสูญเสียไปมากกว่าสูญเสียไปทางอื่น โดยทั่วๆไปจะมีซูโครสปนอยู่ในกากน้ำตาลเฉลี่ย 7.5 เปอร์เซ็นต์

การใช้ประโยชน์
อุตสาหกรรม การผลิตเหล้าและแอลกอฮอล์ เป็นแหล่งใหญ่ที่ต้องการกากน้ำตาลเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรม ผลผลิตที่ได้จากการหมักกากน้ำตาล ได้แก่ เอทิลแอลกอฮอล์ บิวธิลแอลกอฮอล์ อาซีโตน กรดซิตริก กลีเซอรอล (glycerol) และยีสต์  เอทิล แอลกอฮอล์ใช้ทำกรดอาซีติค เอธีลอีเธอร์ ฯลฯ สารประกอบอื่นที่ได้จากการหมักกากน้ำตาล ได้แก่ เอธิลอาซีเตท บิวธิลอา-ซีเตท อามีลอาซีเตท น้ำส้มสายชู และคาร์บอนไดออกไซด์แข็ง นอกจากนั้นถ้านำกากน้ำตาลที่ทำให้บริสุทธิ์ไปหมักและกลั่นจะได้ เหล้ายิน (gin) ส่าเหล้าหรือยีสต์ที่ตายแล้ว เป็นผลพลอยได้ซึ่งนำไปทำอาหารสัตว์ นอกจากนี้กากน้ำตาลยังใช้ทำยีสต์สำหรับทำขนมปังและเหล้าได้ด้วย  ยีสต์บางชนิดที่ให้โปรตีนสูงคือ Torulopsis utilis ก็สามารถเลี้ยงขึ้นมาได้จากกากน้ำตาล กากน้ำตาลสามารถนำมาทำกรดเป็นแลคติคได้ แม้ว่าจะทำได้น้อยมาก ในอดีตชาวปศุสัตว์ใช้กากน้ำตาลผสมลงในอาหารสัตว์ แต่ก็มีขีดจำกัด กล่าวคือ วัวตัวหนึ่งไม่ควรรับกากน้ำตาล เข้าไปเกิน 1.5 ปอนด์ สัตว์ชอบกินกากน้ำตาลคลุกกับหญ้าเพราะช่วยทำให้รสชาติดี รวมทั้งการใส่กากน้ำตาลในไซเลจ (silage)อีกด้วย มี ผู้วิจัยทดลองใส่แอมโมเนียลงในกากน้ำตาล พบว่า สามารถผลิตโปรตีนได้และสัตว์สามารถกินกากน้ำตาลนี้เข้าไปและทำให้สร้าง โปรตีนขึ้นในร่างกายสัตว์ได้ จึงเป็นสิ่งที่ประหลาดที่กากน้ำตาลเป็นสารคาร์โบไฮเดรต สามารถถูกสัตว์เปลี่ยนไปเป็นโปรตีนได้ผลดี ส่วน ประกอบสำคัญของน้ำอ้อยอีกชนิดหนึ่งก็คือ กรดอโคนิติค ซึ่งจะผสมรวมอยู่ในกากน้ำตาล ซึ่งเราสามารถแยกได้โดยการตกตะกอนด้วยเกลือแคลเซียม กรดอโคนิติคนี้มีความสำคัญในการผลิตยางสังเคราะห์ พลาสติก เรซิน และสาร ชักเงา ประโยชน์ สุดท้ายของกากน้ำตาลก็คือ การใช้ทำปุ๋ยหรือปรับคุณภาพดิน กากน้ำตาลมีส่วนประกอบของโพแทสเซียม อินทรีย์วัตถุ และธาตุรองอื่นๆ อีกมาก นอกจากนั้นยังเหมาะสำหรับปรับสภาพดินทราย หรือดินเลวที่ไม่มีการเกาะตัว เนื่องจากขาดอินทรีย์วัตถุอีกด้วย ประโยชน์สุดท้ายใช้ผสมกับชานอ้อยสำหรับทำถ่านใช้ในครัวเรือน

http://www.thaisugarmill.com/index.php?lang=th&ds=product_detail-view&id=2GEIwQ08LXmNYdyD

การสลายพิษกากน้ำตาล

เมื่อ เสาร์, 24/04/2010 – 13:33 | แก้ไขล่าสุด จันทร์, 26/04/2010 – 22:10| โดย janyatrue

กากน้ำตาล (Molasse)คุณสมบัติ
เป็นของเหลวสีดำที่เหนียวข้น ซึ่งไม่สามารถจะตกผลึกน้ำตาลได้อีก  เป็นเนื้อของสิ่งที่ไม่ใช่น้ำตาลที่ละลายปนอยู่ในน้ำอ้อย ซึ่งประกอบไปด้วยน้ำตาลซูโครส น้ำตาลอินเวอร์ท (invert sugar) และ สารเคมี เช่น ปูนขาว ซึ่งใช้ในการตกตะกอนให้น้ำอ้อยใส ส่วนประกอบของกากน้ำตาลจะปรวนแปรไม่แน่นอน แล้วแต่ว่าได้มาจากอ้อยพันธุ์ไหนและผ่านกรรมวิธีอย่างไร แต่มักจะหนีไม่พ้นน้ำตาลซูโครส น้ำตาลอินเวอร์ทกับน้ำ ปัจจุบันนี้ โรงงานน้ำตาลทันสมัย มีความสามารถในการสกัดน้ำตาลออกจากกากน้ำตาลได้มากขึ้นแต่ก็ไม่หมดเสียที เดียว เพราะถ้าสกัดให้ออกหมดจริงจะสิ้นค่าใช้จ่ายสูง ดังนั้นจึงมีน้ำตาลซูโครสบางส่วนที่สูญเสียไปกับกากน้ำตาล ซึ่งมักจะสูญเสียไปมากกว่าสูญเสียไปทางอื่น โดยทั่วๆไปจะมีซูโครสปนอยู่ในกากน้ำตาลเฉลี่ย 7.5 เปอร์เซ็นต์ ส่วนประกอบของกากน้ำตาลหรือโมลาส

น้ำ
ซูโครส
ริดิวซิงชูการ์
น้ำตาลที่ใช้หมักเชื้อ
เถ้าซัลเฟต
ยางและแป้ง
ขี้ผึ้ง
20.65
36.66
13.00
50.10
15.00
3.43
0.38
ไนโตรเจน
ซิลิกาในรูป SiO2
ฟอสเฟต P2O5
โปแตสเซี่ยม K2O
แคลเซียม CaO
แมกนีเซียม MgO
0.95
0.46
0.12
4.19
1.35
1.12

การใช้ประโยชน์
อุตสาหกรรมการผลิตเหล้าและแอลกอฮอล์ เป็นแหล่งใหญ่ที่ต้องการกากน้ำตาลเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรม ผลผลิตที่ได้จากการหมักกากน้ำตาล ได้แก่ เอทิลแอลกอฮอล์ บิวธิลแอลกอฮอล์ อาซีโตน กรดซิตริก กลีเซอรอล (glycerol) และยีสต์  เอทิล แอลกอฮอล์ใช้ทำกรดอาซีติค เอธีลอีเธอร์ ฯลฯ สารประกอบอื่นที่ได้จากการหมักกากน้ำตาล ได้แก่ เอธิลอาซีเตท บิวธิลอา-ซีเตท อามีลอาซีเตท น้ำส้มสายชู และคาร์บอนไดออกไซด์แข็ง นอกจากนั้นถ้านำกากน้ำตาลที่ทำให้บริสุทธิ์ไปหมักและกลั่นจะได้ เหล้ายิน (gin) ส่าเหล้าหรือยีสต์ที่ตายแล้ว เป็นผลพลอยได้ซึ่งนำไปทำอาหารสัตว์ นอกจากนี้กากน้ำตาลยังใช้ทำยีสต์สำหรับทำขนมปังและเหล้าได้ด้วย  ยีสต์บางชนิดที่ให้โปรตีนสูงคือ Torulopsis utilis ก็ สามารถเลี้ยงขึ้นมาได้จากกากน้ำตาล กากน้ำตาลสามารถนำมาทำกรดเป็นแลคติคได้ แม้ว่าจะทำได้น้อยมาก ในอดีตชาวปศุสัตว์ใช้กากน้ำตาลผสมลงในอาหารสัตว์ แต่ก็มีขีดจำกัด กล่าวคือ วัวตัวหนึ่งไม่ควรรับกากน้ำตาล เข้าไปเกิน 1.5 ปอนด์ สัตว์ชอบกินกากน้ำตาลคลุกกับหญ้าเพราะช่วยทำให้รสชาติดี รวมทั้งการใส่กากน้ำตาลในไซเลจ (silage)อีก ด้วย มีผู้วิจัยทดลองใส่แอมโมเนียลงในกากน้ำตาล พบว่า สามารถผลิตโปรตีนได้และสัตว์สามารถกินกากน้ำตาลนี้เข้าไปและทำให้สร้าง โปรตีนขึ้นในร่างกายสัตว์ได้ จึงเป็นสิ่งที่ประหลาดที่กากน้ำตาลเป็นสารคาร์โบไฮเดรต สามารถถูกสัตว์เปลี่ยนไปเป็นโปรตีนได้ผลดี ส่วนประกอบสำคัญของน้ำอ้อยอีกชนิดหนึ่งก็คือ กรดอโคนิติค ซึ่งจะผสมรวมอยู่ในกากน้ำตาล ซึ่งเราสามารถแยกได้โดยการตกตะกอนด้วยเกลือแคลเซียม กรดอโคนิติคนี้มีความสำคัญในการผลิตยางสังเคราะห์ พลาสติก เรซิน และสาร ชักเงา ประโยชน์สุดท้ายของกากน้ำตาลก็คือ การใช้ทำปุ๋ยหรือปรับคุณภาพดิน กากน้ำตาลมีส่วนประกอบของโพแทสเซียม อินทรีย์วัตถุ และธาตุรองอื่นๆ อีกมาก นอกจากนั้นยังเหมาะสำหรับปรับสภาพดินทราย หรือดินเลวที่ไม่มีการเกาะตัว เนื่องจากขาดอินทรีย์วัตถุอีกด้วย ประโยชน์สุดท้ายใช้ผสมกับชานอ้อยสำหรับทำถ่านใช้ในครัวเรือน ปัญหาของกากน้ำตาล เกิดจากการนำไปหมักกับพืชผักผลไม้ใช้ระยะเวลาสั้น ๆ อาจจะเป็น 7 วัน 15 วัน แล้วนำไปใช้ ก็จะทำให้เกิดปัญหา กับดิน หรือเกษตรกรบางท่านผสมกากน้ำตาลกับน้ำหมักชีวภาพแล้วฉีดพ่น หรือรดพืชผักผลไม้เลย ก็จะทำให้เกิดปัญหาแก่ดินอีกเช่นกัน หากต้องการใช้กากน้ำตาล ในการหมักน้ำเอนไซม์สำหรับพืชก็ต้องนำน้ำเอนไซม์ มาหมักกับกากน้ำตาลในอัตราส่วน

เอนไซม์ 1 ส่วน + กากน้ำตาล 1 ส่วน + น้ำมะพร้าว 1 ส่วน + เปลือกสับปะรด 1 ส่วน

เป็นเวลา 3-6 เดือนเพื่อ สลายปูนขาวที่ติดมากับกากน้ำตาล ซึ่งเป็นตัวทำให้ดินแข็งกระด้าง เกิดการอุดตันของชั้นดิน และชั้นน้ำใต้ดิน ทำให้เกิดเชื้อราดำที่ราก ของพืช เกิดรากเน่า กาก น้ำตาลจะสลายได้เร็วหรือช้า ขึ้นอยู่ที่ความเปรี้ยวของการหมัก การที่เราใส่น้ำมะพร้าวลงไป เพราะเป็นน้ำตาลกลูโคส และฟรุกโตส เป็น อาหารของยีสต์  ส่วนเปลือกสับปะรด จะมีจุลินทรีย์ที่ตาสับปะรดจำนวนมากกว่าผลไม้อื่น เมื่อนำมาใช้ในการหมักจะทำให้เกิดน้ำส้มสายชูได้เร็ว จึงช่วยใน การสลายกากน้ำตาลได้เร็วยิ่งขึ้น การขยายเอนไซม์ที่หมักจากกากน้ำตาล

นำเอนไซม์ 2 ปี 1 ส่วน + กากน้ำตาล 1 ส่วน + น้ำ 10 ส่วน

ขยายต่อได้ทุก 2 เดือนจะได้น้ำเอนไซม์สำหรับฉีดไล่แมลงศัตรูพืช และโรคพืช โดยนำน้ำเอนไซม์ 1 ส่วน ต่อน้ำ 100 ส่วน ผสมกันแล้วฉีดพ่น ใช้บำบัดน้ำเสีย ให้เป็นน้ำสะอาดได้อีกด้วย   เอนไซม์ที่หมักจากกากน้ำตาลขยายทุก 2 เดือนให้ได้ถึง 6 ปี หรือยิ่งนานยิ่งดี ยิ่งจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตัวอย่างของเกษตรกรสวนส้ม คือ คุณกำพล ธัญญธาร เป็นเจ้าของสวนส้ม 100 ไร่มีส้ม 5,000 ต้น จังหวัดปทุมธานี โทร.(02)901045, 9059081, (01)8011644 คุณกำพล และกลุ่มเพื่อน ๆ ได้ไปอบรมเกี่ยวกับเกษตร อินทรีย์ แล้วนำกลับมาใช้ที่สวนส้มของตนเองโดยใช้น้ำสกัดชีวภาพ 1 ส่วน + กากน้ำตาล 1 ส่วน + น้ำ 100 ส่วน ฉีดพ่นใบ ดอก ผลของส้ม โดยหวังว่าคงจะเร่งใบ เร่งดอก เร่งผลผลิต แต่กลับกลายมีเพลี้ยขึ้นต้นส้มเต็มไปหมด แล้วมดก็ตามมามากมาย  ดอกส้มที่คิดว่าจะติดผลมาก แรกก็ดูจะคิดดี แต่พอทิ้งไว้สัก 2-3 วัน ดอกก็ร่วง นำไปรดโคนต้น ก็เกิดดินแข็งกระด้างเป็นดาน รดน้ำไม่ลง จึงต้องรีบหยุดใช้ รวมทั้งสมาชิกเพื่อน ๆ ของ คุณกำพลด้วย  ตอนนี้ คุณกำพลมีน้ำหมักหัวปลา ที่หมักไว้กับกากน้ำตาล ก็นำมาหมักใหม่ โดยใช้อัตราส่วน

น้ำหมักหัวปลา 6 กก. + น้ำเอนไซม์ 6 กก. + น้ำ 60 ลิตร

หมักทิ้งไว้ 3 เดือนจึงจะนำมาใช้ได้ สังเกตดูว่ามีกลิ่นเปรี้ยว หรือความหนืดของกากน้ำตาหายไป จึงนำมาใช้ได้ ยังมีสวนส้ม ที่จังหวัดเชียงใหม่ พระอธิการนพดุล โทร.(01)4859595 สวนส้มจังหวัดระยอง โทร.(01)3400269 ก็ได้ผลกระทบจากการใช้ น้ำหนัก ที่ไม่สลายกากน้ำตาลให้สิ้นสุดขบวนการก่อนนำไปใช้

สร้างโดย:

janyatrue

แหล่งอ้างอิง:

โรงเรียนสันติราษฎร์วิทยาลัย

  แหล่งข้อมูลอ้างอิง   http://www.thaigoodview.com/node/62185

น้ำสกัดชีวภาพ

ส123: น้ำสกัดชีวภาพ           น้ำสกัดชีวภาพ คือ น้ำที่ได้จากการหมักดองพืชอวบน้ำ เช่น ผัก ผลไม้ ด้วยน้ำตาลในสภาพไร้อากาศ ซึ่งน้ำที่ได้จะประกอบด้วยจุลินทรีย์ และสารอินทรีย์หลากหลายชนิด เช่น ยีสท์ แบคทีเรียสร้างกรดแลกติกและพวกรา แบคทีเรียสังเคราะห์แสง เป็นต้น
** ในที่นี้ผมขอแนะนำสูตรการทำน้ำสกัดชีวภาพโดยการใช้ผลไม้นะครับ เนื่องจากน้ำที่ได้นั้น นอกจากเราจะนำมาใช้ในตู้ปลาแล้ว เรายังใช้ดื่มเพื่อสุขภาพได้อีกด้วย ได้ประโยชน์กันทีเดียว 2 ต่อไปเลย และครั้งนี้ผมเลือกใช้สัปปะรดครับ เพราะอร่อยดี           น้ำสกัดชีวภาพที่มีคุณภาพดีจะมีกลิ่นหมักดอง และมีกลิ่นแอลกอฮอล์บ้าง มากน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำตาลและปริมาณผลไม้ที่ใช้หมัก จะมีรสชาติเปรี้ยว ซึ่งในน้ำสกัดชีวภาพจะมีจุลินทรีย์และแร่ธาตุต่างๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ขอแนะนำว่าถ้าจะดื่มควรนำไปแช่เย็นก่อน หรือใส่น้ำแข็งด้วยก็จะเพิ่มรสชาติให้ดีและอร่อยยิ่งขึ้น
วัสดุและอุปกรณ์ที่ใช้            1.   ภาชนะสำหรับหมัก ควรเป็นถังหรือกล่องพลาสติกแบบใสหรือทึบก็ได้ มีปากกว้างและมีฝาปิดสนิท           2.   ผลไม้ที่ใช้หมักเลือกชนิดตามต้องการ เช่น สัปปะรด แอปเปิ้ล มะม่วง ฯลฯ ควรเป็นผลที่แก่จัด และมีรสฝาดหรือเปรี้ยว (ผลไม้บางอย่างไม่ควรใช้แบบสุก เช่น มะละกอ)           3.   น้ำตาลทุกชนิด หรือน้ำผึ้ง
วิธีการทำ           1.   ทำความสะอาดผลไม้ ถ้าเป็นพวกที่มีเปลือกหนา เช่น สัปปะรด ควรปอกเปลือกก่อน           2.   หั่นผลไม้เป็นชิ้นๆ เท่าๆ กัน ขนาดไม่หนาหรือบางเกินไป           3.   บรรจุผลไม้ที่เตรียมไว้ลงในภาชนะ ผสมน้ำตาล จะคลุกหรือไม่คลุกก็ได้ ในอัตราส่วนน้ำตาล 1 ส่วนต่อผลไม้ 3 ส่วน โดยเทียบจากน้ำหนัก           4.   เมื่อบรรจุผลไม้ลงในภาชนะเสร็จแล้วกดให้แน่น ปิดฝาให้สนิทป้องกันไม่ให้อากาศเข้าไปได้ วางไว้ในที่ร่มพ้นจากแสงแดด มีอุณหภูมิไม่ร้อนเกินไป และไม่ถูกฝน           5.   หมักไว้ 3-5 วัน จะเริ่มมีของเหลวสีอ่อนหรือแก่ตามชนิดของผลไม้และน้ำตาล ของเหลวที่ได้นี้เรียกว่า “น้ำสกัดชีวภาพ” ประมาณ 10-14 วัน จะเริ่มได้ปริมาณน้ำสกัดชีวภาพมากพอ สามารถถ่ายใส่ขวดพลาสติกปิดฝาให้สนิทเก็บไว้ใช้หรือไว้ดื่มได้ ไม่ควรถ่ายน้ำสกัดชีวภาพออกเร็วเกินไป เพราะเราต้องการให้มีปริมาณจุลินทรีย์มากๆ เพื่อเร่งกระบวนการหมัก  และในกระบวนการหมักอาจจะเกิดราสีขาวๆ ขึ้นในภาชนะถือว่าใช้ได้ แต่ถ้าเกิดราสีดำถือว่ากระบวนการหมักนั้นล้มเหลวเนื่องจากใส่น้ำตาลน้อยเกินไป           6.   น้ำสกัดชีวภาพที่ถ่ายออกมาใหม่ๆ กระบวนการหมักยังไม่สมบูรณ์ จะมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกิดขึ้น ต้องคอยเปิดฝาภาชนะบรรจุทุกวันจนกว่าก๊าซจะหมด ไม่เช่นนั้นอาจเกิดการระเบิดได้           7.   ควรเก็บขวดใส่น้ำสกัดชีวภาพไว้ในที่ร่มพ้นจากแสงแดด และมีอุณหภูมิไม่ร้อนเกินไป ไม่ควรแช่ในตู้เย็น           8.   น้ำสกัดชีวภาพที่ผ่านการหมักสมบูรณ์แล้ว ถ้าปิดฝาสนิท สามารถเก็บไว้ได้หลายๆ เดือน           9.   กากที่เหลือจากการหมัก สามารถนำไปฝังเป็นปุ๋ยบริเวณทรงพุ่มของต้นไม้ได้ หรือจะคลุกกับดินหมักเอาไว้ใช้เป็นปลูกต้นไม้ก็ได้          10.   ในกรณีที่จะหมักต่อเนื่อง หรือภาชนะที่ใช้หมักยังไม่เต็ม ก็ไม่จำเป็นต้องเอากากออก สามารถใส่ผลไม้ลงไปได้เรื่อยๆ ทุกครั้งหลังจากเปิดภาชนะที่ใช้หมักต้องปิดฝาให้แน่นเหมือนเดิม เพื่อป้องกันอากาศเข้าไป เพราะถ้าอากาศเข้าไปมากๆ จะมีจุลินทรีย์อื่นๆ ที่เราไม่ต้องการลงไปด้วย ทำให้เสียและมีกลิ่นเหม็นเน่าได้
ประโยชน์จากน้ำสกัดชีวภาพ           ในน้ำสกัดชีวภาพ ประกอบด้วยสารอินทรีย์ต่างๆ หลากหลายชนิด เช่น เอนไซม์ ฮอร์โมน และธาตุอาหารต่างๆ เอนไซม์บางชนิดจะทำหน้าที่ย่อยสลายอินทรียวัตถุให้เป็นสารอินทรีย์ เป็นอาหารของจุลินทรีย์เอง และเป็นอาหารของพืชและสัตว์ สารอินทรีย์บางชนิดที่จุลินทรีย์สร้างขึ้นเป็นสารที่เพิ่มความต้านทานให้แก่พืชและสัตว์ ฮอร์โมนหลายชนิดที่จุลินทรีย์สร้างขึ้นก็เป็นประโยชน์ต่อพืชและสัตว์ด้วย ถ้าใช้ในปริมาณเล็กน้อยเหมาะสม แต่ก็จะมีโทษเช่นกัน ถ้าใช้ในปริมาณที่เข้มข้นจนเกินไป ฉะนั้นในการใช้น้ำสกัดชีวภาพจำเป็นต้องใช้ในอัตราเจือจาง
น้ำสกัดชีวภาพมีประโยชน์หลายอย่าง เช่น
1.   ผสมน้ำรดต้นไม้ทุกชนิดในอัตราส่วน 1:1,000           2.   ใส่ในส้วมเพื่อเร่งการย่อยสลาย           3.   ราดในท่อระบายน้ำ หรือแหล่งน้ำเน่าเสีย เพื่อบำบัดน้ำเสียและกำจัดกลิ่น           4.   เร่งการทำปุ๋ยหมักจากใบไม้ใบหญ้าในบ้าน           5.   แช่เมล็ดพันธุ์พืชก่อนนำไปเพาะปลูกเพื่อเพิ่มอัตราการงอก           6.   ฉีดพ่นไล่มดและแมลงสาบในบ้าน           7.   ทำความสะอาดเครื่องประดับ           8.   ผสมอาบน้ำให้คนหรือสัตว์เลี้ยงเพื่อกำจัดกลิ่นตัว           9.   ใส่ในน้ำให้สัตว์เลี้ยงกิน          10.   ผสมน้ำแช่ผักเพื่อลดพิษจากยาฆ่าแมลง          11.   ผสมน้ำล้างปลาให้หมดกลิ่นคาว          12.   เป็นเครื่องดื่มที่มีประโยชน์และรสชาติดี
หมายเหตุ น้ำสกัดชีวภาพบ้างก็เรียกกันว่า น้ำชีวภาพ, ปุ๋ยน้ำ, ปุ๋ยเทวดา, น้ำ E.M. (Effective Microorganisms) ฯลฯ วัสดุที่ใช้ในการทำรวมถึงวิธีการทำอาจแตกต่างกันออกไป ตามวัตถุประสงค์ของการนำไปใช้
ปุ๋ยชีวภาพ คือ ปุ๋ยที่มีจุลินทรีย์ที่มีชีวิตอยู่เป็นปริมาณมากพอและมีประสิทธิภาพสูง ช่วยการส่งเสริมให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ มีธาตุอาหารพืชมากขึ้น และช่วยให้รากพืชได้รับธาตุอาหารมากขึ้น ที่ใช้กันแพร่หลายก็มี ไรโซเบียม สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน ไมคอร์ไรซ่า และจุลินทรีย์พื้นบ้าน IMO
ปุ๋ยน้ำหมัก คือ สารละลายเข้มข้นที่ได้จากการหมักเศษอาหาร เศษพืชหรือสัตว์ โดยจะถูกย่อยสลายด้วยจุลินทรีย์ โดยใช้กากน้ำตาลเป็นแหล่งพลังงานของจุลินทรีย์
กระบวนการในการย่อยสลายของปุ๋ยน้ำหมัก แบ่งเป็นสองวิธีคือ 1.การหมักแบบให้อากาศและ2.การหมักแบบอับอากาศ ซึ่งในการหมักทั้งสองแบบจะได้สารพวกแอลกอฮอล์จะทำปฏิกิริยาต่อกลายเป็นเอสเตอร์ที่มีกลิ่นเฉพาะตัวและมีคุณสมบัติเป็นสารดึงดูดและไล่แมลงได้ และสารพวก Acetic acid ซึ่ง Acetic acid เมื่อรวมตัวกับแร่ธาตุอาหารพืชก็จะอยู่ในรูปของสารอาหารที่พืชสามารถใช้เป็นอาหารได้เลย
ขบวนการหมักปุ๋ยน้ำหมักแบ่งออกได้เป็นสองขั้นตอนคือ 1.ขั้นตอนแรกเรียกว่าพลาสโมไลซีส มีการเติมกากน้ำตาลเพื่อดึงน้ำเลี้ยงออกจากเซลล์พืช 2.จุลินทรีย์เข้าไปย่อยสลายเศษพืชทำให้สารอินทรีย์ต่าง ๆ ถูกย่อยให้เล็กลง อาจมีการสร้างสารอินทรีย์บางชนิดขึ้นมาใหม่ โดยจุลินทรีย์ทำให้เกิดการปลดปล่อยธาตุอาหารออกมา ในขั้นตอนการหมักนั้น นอกจากจะใส่กากน้ำตาลแล้วอาจจะเติมหัวเชื้อจุลินทรีย์หรือไม่ก็ได้ โดยจุลินทรีย์ธรรมชาติมีอยู่แล้ว
องค์ประกอบทั่วไปของปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ
มีค่า pH (ความเป็นกรดเป็นด่าง) อยู่ในช่วง 3.5-5.6 ปฏิกิริยาเป็นกรดถึงกรดค่อนข้างจัด เมื่อนำไปฉีดพ่นบนต้นพืชอาจแสดงอาการใบเหลืองเนื่องจากขาดธาตุไนโตรเจนได้ จุลินทรีย์ที่พบในน้ำสกัดชีวภาพหรือน้ำหมักชีวภาพหรืออินทรีย์น้ำ มีทั้งที่ต้องการออกซิเจน และไม่ต้องการออกซิเจนมักเป็นกลุ่มแบคทีเรีย Bacillus sp., Lactobacillus sp., Streptococcus sp., นอกจากนี้ยังอาจพบเชื้อรา ได้แก่ Aspergillus niger , Penicillium, Rhizopus และยีส ได้แก่ Canida sp.
ข้อควรระวังในการทำน้ำสกัดชีวภาพ
1. ในระหว่างการหมัก ไม่ควรปิดฝาภาชนะให้แน่น เพราะอาจระเบิดได้เนื่องจากระหว่างการหมักเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซมีเธน ฯลฯ 2. หากมีใช้น้ำประปาในการหมักต้องทิ้งน้ำไว้สองสามวันเพื่อไล่คลอรีนเพราะจะทำให้การหมักช้าลง เพราะคลอรีนเป็นอันตรายต่อจุลินทรีย์ที่ใช้ในการหมัก 3. ไม่ควรตั้งภาชนะที่ใช้หมักไว้ในที่แดดส่องถึง จุลินทรีย์ในกระบวนการหมักจะทำงานได้ดีในที่ๆไม่มีแสงแดด 4.
ข้อเท็จจริงจากปุ๋ยน้ำหมัก
- การใช้ปุ๋ยในลักษณะที่สามารถใช้ในการไล่แมลงหรือป้องกันแมลงได้ เป็นเนื่องมาจากที่มีสารไคตินที่ได้จากการย่อยสลายซากของสัตว์น้ำเช่นปลาหรือกุ้ง ซึ่งจะมีผลในการยับยั้งการลอกคราบของแมลง – การใช้ปุ๋ยหมักในการย่อยสลายกลิ่นเหม็นก็เป็นผลจากปฏิกิริยาของเอนไซม์หรือการย่อยสลายของกลุ่มจุลินทรีย์บางชนิดทำให้กลิ่นหายไป – การใช้พืชเป็นวัตถุดิบเพียงอย่างเดียวจะทำให้ได้ธาตุอาหารในปุ๋ยต่ำเนื่องจากในพืชมีปริมาณธาตุอาหารต่าง ๆ อยู่น้อย – ในการทำปุ๋ยน้ำหมักจากปลาจะมีการเติมกรดลงไปด้วยเพื่อให้จุลินทรีย์ที่อยู่ในตัวปลาสามารถย่อยสลายเศษปลาได้เร็วขึ้น – การใส่ปุ๋ยน้ำหมักลงไปในดินจะส่งผลต่อระบบนิเวศของดินคือเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ดิน และเพิ่มอาหารของจุลินทรีย์ทำให้เพิ่มกิจกรรมของจุลินทรีย์ดิน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง   http://www.nokkhao.com/smf/index.php?topic=180.0;wap2

ทำไม ? ต้องใช้ ”กากน้ำตาล” มาทำ “ปุ๋ยหมัก-น้ำหมักชีวภาพ”  

namping: คุณเคยเจอปัญหาแบบนี้บ้างหรือเปล่า ! – นอนไม่หลับกระสับกระส่าย กินข้าวไม่อร่อย เพราะหากากน้ำตาลมาทำปุ๋ยหมักชีวภาพไม่ได้
- บางคนถึงขั้นคิดอยากจะเลิกปลูกพืชผักไปเลยก็มี เพราะหาซื้อกากน้ำตาลไม่ได้ (กรณีนี้เวอร์เกินไป 555) ……..ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป !…….
จุลินทรีย์ที่มีในน้ำหมักชีวภาพมีหลายประเภท ตัวที่เด่นๆ ก็ได้แก่ แบคทีเรีย รา ยีสต์ เป็นต้น โดยมีบทบาทสำคัญ ในการย่อยสลายอินทรีย์สาร และเกิดปฏิกิริยาทางชีวเคมีต่างๆ ขึ้น นอกจากนี้ในกระบวนการหมัก จุลินทรีย์บางชนิด ยังสามารถสังเคราะห์ ฮอร์โมน เอนไซม์ และวิตามิน ที่เป็นประโยชน์ต่อพืชได้     กากน้ำตาล (molasses) เป็นของเหลวที่มีลักษณะข้นเหลวสีน้ำตาลดำ ที่เป็นผลพลอยได้จากการผลิตน้ำตาลทรายจากอ้อย การผลิตน้ำตาลจากอ้อยจะได้ส่วนของกากน้ำตาล 4-6 % ประโยชน์ของกาากน้ำตาลมีมากมาย เนื่องด้วยในกากน้ำตาลจะมีปริมาณน้ำตาล ประมาณ 50-60% สามารถนำไปเป็นอาหารสัตว์ หมักทำแอลกอฮอล์ กรดน้ำส้ม และใช้ในการทำการเกษตร หมักปุ๋ย หรือ ทำน้ำหมักต่างๆ
…..เกริ่นนำก่อน มาเข้าประเด็นเลย  ที่เห็น กากน้ำตาลมีปริมาณน้ำตาล 50-60% เพราะฉนั้น ถ้าราคากากน้ำตาลที่เราจะนำมาใช้สูงเกินไป เราก็ควรหันไปใช้ในส่วน ของน้ำตาลทรายแดง หรือ น้ำตาลทรายขาวแทนได้เลย ซึ่งมีปริมาณน้ำตาลใกล้ 100% ประเด็นในการทำปุ๋ยหมัก หรือน้ำหมักอะไรก็ตามแต่ สิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก จุลินทรีย์ ยีสต์ รา (Micro Oganism) มันต้องการส่วนที่เป็นน้ำตาล (ซูโคลส กลูโคลส ฟรุ็กโตส) ฉะนั้น ถ้าคุณใช้น้ำตาลทราย 1 Kg. ก็สามารถทดแทนการใช้กากน้ำตาลได้ถึง 2 Kg. ลองคิดคำนวณกันเอาเองนะครับ ไม่อยากให้หลงประเด็นการใช้กากน้ำตาล กันนะครับ เราอย่ามองกากน้ำตาลอย่างเดียว ควรมองไอ้ตัวที่มันกินน้ำตาลครับ
;)

namping: …..แล้วเราจะรู้ได้ไงว่าเราซื้อกากน้ำตาลได้ถูก หรือ แพง….. ต้องงัดวิทยายุทธ การคำนวณเลขสมัยประถมมาใช้ละครับ งานนี้ เริ่มกันเลย สมมุติ นะ สมมุติ ราคากากน้ำตาลเฉลี่ยลิตรละ                                  20           บาท ……..กากน้ำตาล 1 ลิตร หนักประมาณ                             1.4          Kg. เพราะฉะนั้นกากน้ำตาลจะมีราคาเฉลี่ย kg. ละ       20/1.4 =    14.3          บ./kg. …….แต่ ช้า แต่ กากน้ำตาลมีปริมาณน้ำตาลเพียง  50  % ดังนั้นคุณจะต้องจ่ายเงินเป็น 2 เท่า ถึงจะได้ปริมาณน้ำตาลเป็น 100 %              14.3 x 2=     28.6          บาท/ปริมาณน้ำตาล 100 % วันนี้ราคาน้ำตาลทราย 100%อยู่ที่ kg. ละ                        24              บ./kg
สรุป ราคากากน้ำตาลไม่ควรสูงเกิน                             12    บ./kg                …..หรือ ราคาไม่ควรเกินลิตรละ 12×1.4=                   16.8   บ./ลิตร.
อันนี้ยังไม่รวมค่าน้ำมันรถ ค่าเสียเวลาในการตามล่าหาซื้อกากน้ำตาล …..จากการคำนวณเปรียบเทียบข้างต้น ถ้าในอนาคตถ้าราคากากน้ำตาลยังมีแนวโน้มสูงขึ้นไปอีก บางทีคุณอาจจะสามารถ ใช้ น้ำผึ้ง หรือ น้ำเฮลบลูบอย เอามาหมักปุ๋ยแทนกากน้ำตาลได้เลย น่าจะเทห์ไปอีกแบบ
สุดท้ายนี้ฝากสุภาษิตกำเมือง ไว้สักผูกนะครับ …..เผื่อฮู้คิง   น้ำปิงปอแห้ง…..  แปลว่า  กว่าจะรู้สึกตัว ก็สายไปเสียแล้ว… >:(

KENETIC_E®: เอาน้ำตาลมาทำเลยครับ เลือกเอาที่ไม่ฟอกขาวครับ ก็คำน้ำตาลทรายแดงนั่นแหละครับ อีกหน่อยถ้าผมอยู่ใกล้ไร่อ้อยจะซื้อเอาอ้อยมาหีบเองเลยครับ ได้เป็นน้ำเลยไม่ต้องไปซื้อให้แพง แต่เสียเวลาหน่อยน่ะครับ ต๋อนนี้ลำปาง “เผื่อฮู้ฟัง น้ำวังก็แห้งแล้วเหมือนกั๋น” แปลว่า กว่าจะรู้จักฟังคนอื่น ก็สายเกินกาลซะแล้ว…อิอิ น้ำวังแห้งแต้ๆ หนาครับ ขนาดว่าเดินข้ามฝั่งบ่อต้องข้ามขัวแล้วล่ะครับ ขอบคุณครับ
ปล.ผลไม้สุกก็มีน้ำตาลมากพอสมควร ช่วยลดการใช้กากน้ำตาลได้เยอะอยู่ครับ

konthain(นพ): เห็นด้วยครับ ถ้าเรารู้จักพอเพียง และเข้าใจในการเอาจุลินทรีย์มาใช้ในการทำน้ำหมักต่างๆ ว่าเราใช้น้ำตาลหรือกากน้ำตาลเพื่ออะไร ในกระบวนการหมัก เราก็สามารถเอาของใกล้ตัวเช่นผลไม้สุกเช่น กล้วยสุกต้ม สับปะรด เปลือกสับปะรดหรือ อ้อย หรือ เอาฝักก้ามปู(จามจุรี,ฉำฉา) น้ำมะพร้าว ฯลฯ อะไรก็ได้ที่มีรสหวาน เอามาแทนน้ำตาลได้ครับ ขอเพียงเรา รู้จัก รู้จริง รู้แจ้ง เราจะมีทางออกมากมาย ;)

อู๋  ณ.จ๊ะ: การเติมกากน้ำตาล หรือน้ำตาลลงไปเพื่อดึงน้ำเลี้ยงออกจากเซลล์พืชเช่น กรดอมิโนโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไลปิด จิบเบอรีลีน ฯลฯ  กากน้ำตาลความจริงไม่แพงอย่างที่คิดกัน ปกติผมซื้อจากโรงานน้ำตาลอยู่ที่ประมาณ 4-6 บาท/กก. หากหาไม่ได้จริงๆสามารถใช้น้ำตาลทรายแดงได้ครับ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง    http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=12159.0;wap2

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.